หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566

เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ของมองโกล และโลก (Genghis Khan)

 


เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ของมองโกล และโลก (Genghis Khan)

เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ของมองโกล และโลก (Genghis Khan)


เจงกิสข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ของมองโกล และโลก (Genghis Khan)



 - เจงกิสข่านเป็นผู้ก่อตั้งและจักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นอาณาจักรที่อยู่ติดกันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

หลังจาก ความตายของเขา


 - ประสูติ ค.ศ. 1162 – 25 สิงหาคม ค.ศ. 1227 นามว่า เตมูจิน


 - มีอำนาจโดยการรวมชนเผ่าเร่ร่อนหลายแห่งในทุ่งหญ้ามองโกล เป็นผู้ปกครองเผ่าทั้งหลายถูกเรียก

ว่าข่าน หรือเจงกิสข่าน 


 - บุคคลสำคัญที่รวมชนเผ่าในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา 


 - พิชิตพื้นที่ส่วนใหญ่ของยูเรเซียบุกเข้ามาไกลออกไปทางตะวันตก เลกนีซา  เป็นเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้

ของโปแลนด์ และไกลออกไปทางใต้ถึงฉนวนกาซา


 - เขาเปิดศึกกับอาณาจักร Qara Khitai คาราคิไต (เหลียวตะวันตก) , Khwarazmian จักรวรรดิควาราซเมียน

หรือควาเรซเมียนเป็นอาณาจักรมุสลิมสุหนี่สไตล์เตอร์โก-เปอร์เซีย  ซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียกลาง

ในปัจจุบัน อัฟกานิสถาน และอิหร่าน  , เซี่ยตะวันตก บริเวณที่ปัจจุบันเป็นเขตกานซู ชิงไห่ ซินเจียง

 มองโกเลียนอก มองโกเลียใน ส่านซี และหนิงเซี่ย ของจีน


 - เข้าทำศึกยึด ราชวงศ์จินถูกมองโกลนำกำลังทหารเข้ายึดไคฟงได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 1234 (พ.ศ. 1777)

 และบรรดาลูกหลานของเขาได้บุกเข้าไปถึง จอร์เจียยุคกลาง,Circassia ซีร์คัสเซีย


 - เข้ายึดโวลก้าบัลแกเรียหรือโวลก้า–คามาบัลแกเรีย ปัจจุบันคือรัสเซียยุโรป ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1223

 ใกล้ซามารา กองทหารรักษาการณ์ล่วงหน้าของกองทัพเจงกิสข่านภายใต้คำสั่งของอูราน บุตรชายของ 

ซูบูไต ได้เข้าตีโวลก้าบัลแกเรียแต่พ่ายแพ้ในสมรภูมิซามาราเบนด์ ในปี ค.ศ. 1236 พวกมองโกลกลับมา

อีกครั้ง ในห้าปีก็ปราบปรามทั้งประเทศ ซึ่งขณะนั้นโวลก้าบัลแกเรียกำลังเดือดร้อนจากสงครามภายใน

โวลก้าบัลแกเรียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Ulus Jochi (อูลุส โจชิ)ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Golden Horde

 (โกลเดนฮอร์ด)


 - จักรวรรดิรุสเคียฟ ในที่สุดก็ตกเป็นของของมองโกลในช่วงกลางศตวรรษที่ 13


 - ความสำเร็จทางทหารที่โดดเด่นของเขาทำให้เจงกิสข่านเป็นหนึ่งในผู้พิชิตที่สำคัญที่สุดตลอดกาล


 - เมื่อชีวิตของข่านผู้ยิ่งใหญ่จบลง จักรวรรดิมองโกลยึดครองเอเชียกลางและจีนในปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่


 - เจงกิสข่านและเรื่องราวการพิชิตของเขามีชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะมัน

มาซึ่งเป็นผลให้เกิดการทำลายล้างซึ่งนำไปสู่การลดจำนวนประชากรลงอย่างมากในบางภูมิภาค 

( บางพื้นที่มีการต่อต้านที่รุนแรง จึงถูกล้างเมือง )


 - นอกเหนือจากความสำเร็จทางทหารของเขาแล้ว ความสำเร็จด้านพลเรือนของเจงกิสข่านยังรวมถึง

การจัดตั้งกฎหมายมองโกลและการนำอักษรอุยกูร์มาใช้เป็นระบบการเขียนทั่วดินแดนอันกว้างใหญ่ของเขา


 - ชาวมองโกเลียในปัจจุบันถือว่าเขาเป็นบิดาผู้ก่อตั้งมองโกเลียในการรวมชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้า

และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นหนึ่งเดียว


 - เจงกิสข่านเสียชีวิตภายในแปดวันหลังจากเริ่มการรบครั้งสุดท้ายของเขากับเซี่ยตะวันตกในวันที่ 

18 สิงหาคม ค.ศ. 1227 วันที่เสียชีวิตของเขาจึงกล่าวกันว่าตรงกับวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1227

สาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตของเขายังคงเป็นปริศนา และมีสาเหตุหลายประการจากความเจ็บป่วย

 การถูกฆ่าในสนามรบหรือจากบาดแผลจากการสู้รบ


 - ตามประวัติลับของชาวมองโกล เจงกิสข่านตกจากหลังม้าขณะล่าสัตว์และเสียชีวิตเนื่องจากอาการบาดเจ็บ


 - พงศาวดาร Galician–Volhynian ของโปแลนด์ มีการบันทึกไว้ว่า เขาถูกสังหารโดยกองทัพเซี่ยตะวันตกในสนามรบ


 - มาโค โปโล Marco Polo เขียนว่าเขาเสียชีวิตหลังจากการติดเชื้อจากบาดแผลลูกศรที่เขาได้รับระหว่าง

การศึกครั้งสุดท้าย 


 - แต่ก็มีการศึกษาวิจัยในยุคหลังที่บอกไว้ว่า เจงกิสข่าน อาจเสียชีวิตจากกาฬโรค เป็นสายพันธุ์ของโรค

ระบาดที่มีอยู่ใน เซี่ยตะวันตก ณ เวลานั้น


 - หลังจากที่เขาเสียชีวิต ร่างของเขาถูกส่งกลับไปยังมองโกเลียและสันนิษฐานว่าไปยังบ้านเกิดของเขา

ใน เฮ็นตี เป็นหนึ่งใน 21 จังหวัด ของมองโกเลีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ


 - ก่อนที่เจงกิสข่าน จะเสียชีวิต เขามอบหมายให้ Ögedei Khan เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ขึ้นครองราชสมบัติ

เป็นข่านแทนเจงกิสข่าน เมื่อ 13 กันยายน ค.ศ. 1229 


 - ต่อมา หลานชายของเขาได้แยกอาณาจักรของเขาออกเป็นอาณาจักรข่าน ลูกหลานของเขาขยาย

จักรวรรดิมองโกลไปทั่วยูเรเซียส่วนใหญ่โดยการพิชิต จีน ราชวงศ์หยวน เกาหลี คอเคซัส เอเชียกลาง 

และส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้


 - กองทหารมองโกลยังประสบความสำเร็จในสงครามปิดล้อม ตัดทรัพยากรของเมืองและเมืองโดย

เปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำบางสาย จับเชลยข้าศึกและนำพวกเขาไปนำหน้ากองทัพ และรับเอาแนวคิด 

เทคนิค และเครื่องมือใหม่ๆ จากผู้คนที่พวกเขาพิชิต ใช้งานช่างเครื่องกลและวิศวกรมุสลิมและจีน

เพื่อช่วยกองทหารม้ามองโกลในการยึดเมืองต่างๆ


 - ยุทธวิธีอีกอย่างหนึ่งของกองทัพมองโกลคือการแสร้งทำเป็นถอยหนีเพื่อทำลายรูปแบบของข้าศึก

และหลอกล่อข้าศึกกลุ่มเล็ก ๆ ให้ออกห่างจากกลุ่มใหญ่ จากนั้นก็ทำการซุ่มโจมตีและโจมตีโต้กลับ


 - สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งขององค์กรทางทหารของเจงกิสข่านคือเส้นทางการส่งข่าวและเสบียงอาหาร

 เขาทุ่มเทให้กับการสร้างหน่วยข่าวงกรองรวบรวมข่าวสารต่างๆ ทั่วอาณาจักรเพื่อทำการศึก


 - จักรวรรดิมองโกลได้แผ่ขยายตั้งแต่ทะเลดำไปจดมหาสมุทรแปซิฟิก โดยทั้งหมดเริ่มที่จีนตอนเหนือ

 เปอร์เซีย  จนถึงสุดขอบทะเลตะวันออกกลาง 



 - พื้นที่ ที่เจงกิสข่าน ยึดได้นั่นตอนยังมีชีวิตอยู่ ฝั่งตะวันออก ตอนเหนือของจีน จรดญี่ปุ่น 

( บุกญี่ปุ่นแล้วโดนพายุ พ่ายแพ้ ) ฝั่งตะวันตกนั้น ยาวไปจนถึง ปลายประเทศคาซัคสถานในปัจจุบัน

จนถึงจะงอยของอิหร่าน หรือเปอร์เซีย ติดทะเลแคสเปี้ยน ด้านบนแถบตอนล่างของรัสเซีย ทางใต้นั้น

แถบ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน  


 - พื้นที่หลังจาก เจงกิสข่านจากไปแล้ว บุกทำศึกโดยลูกหลานของ เจงกิสข่านจนสุดไปที่ ทะเลโอคอตสค์

 ตามชายฝั่ง ยาวมาจนถึงเกาหลี ทะเลญี่ปุ่น จีนทั้งแผ่นดิน บางส่วนของ เวียดนาม ลาว พม่า ในปัจจุบัน

 เลาะผ่าน ปากีสถาน เทือกเขาหิมาลัย อัฟกานิสถาน เปอร์เซีย ( แต่ไม่แวะเข้าอนุทวีปอินเดียนะ )

ครึ่งนึงของเติร์ก ตรุกีในปัจจุบัน อาเซฮไบจาน จอร์เจีย แทบทะเลดำ โดนหมด แล้วก็ลากข้ามไปในยุโรป

 ที่เป็นที่ตั้งของ บางส่วนในโปแลนด์ รวมถึงที่ตั้งของ โรมาเนีย รัสเซีย เบลารุส ยูเครน


ตามที่ แผนที่  นี้เลย จากนั้นด้วยอาณาจักรที่ใหญ่และลูกหลานแบ่งการปกครองก็แยกเป็นการปกครอง

ตัวเองกันไป ที่จริงเคยบุกมาถึงล้านนา ด้วยนะสมัยก่อนแต่ต้องถอยกลับไป เก่งน่าดู บวกกับสภาพพื้นที่

ไม่คุ้นเคยมากถึงว่าไม่คิดแวะเข้าอินเดียเลยช่วงนั้น ป่าดิบเพียบ แค่ขึ้นเรือไปญี่ปุ่นก็เละเทะแล้ว พี่แก

ไปสู้ถึงอิตาลี อียิปต์ก็ไปเด้อ ลูกหลานแยกไปเป็น 


 - จักรวรรดิข่านชากาไต มีอาณาบริเวณตั้งแต่แม่น้ำอามูดาร์ยา (Amu Darya) ทางใต้ของทะเลอารัลไป

จนถึงเทือกเขาอัลไตในบริเวณเขตแดนที่ปัจจุบันคือมองโกเลียและจีน


 - โกลเดนฮอร์ด ปัจจุบันคือบริเวณรัสเซีย, ยูเครน, มอลโดวา, คาซัคสถาน, และ คอเคซัส  จากไซบีเรีย

และเอเชียกลางไปยังบางส่วนของยุโรปตะวันออก จากเทือกเขาอูราลถึงแม่น้ำดานูบทางทิศตะวันตก

 และจากทะเลดำถึงทะเลแคสเปียนทางตอนใต้ ขณะที่มีพรมแดนติดกับเทือกเขาคอเคซัสและ ดินแดน

ของราชวงศ์มองโกลที่เรียกว่า จักรวรรดิข่านอิล 


 - จักรวรรดิข่านอิล รอบคลุมพื้นที่ในตะวันออกกลาง บริเวณประเทศอิหร่านในปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่ 

ดินแดนอยู่ในส่วนที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิหร่าน อาเซอร์ไบจาน และตุรกี อิรัก เรีย อาร์เมเนีย

 จอร์เจีย อัฟกานิสถาน เติร์กเมนิสถาน ปากีสถาน ส่วนหนึ่งของทาจิกิสถาน นับถือศาสนาอิสลาม ในช่วง

ทศวรรษที่ 1330 ถูกทำลายโดยกาฬโรค


 - ราชวงศ์หยวน ก่อตั้งขึ้นเมื่อกุบไลข่านผู้นำเผ่าชาวมองโกล ได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่งลงได้ยึดแผ่นดินจีน

ได้รวบรัดทั้งหมด ธิเบต. เกาหลี จรดทะเลญี่ปุ่น ตอนใต้ของรัสเซียในปัจจุบันฝั่งเอเชีย และบางส่วนของ

พม่า 




วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566

ไช่หลุน ผู้คิดค้นกระดาษสมัยใหม่ Cai Lun

 


ไช่หลุน ผู้คิดค้นกระดาษสมัยใหม่ Cai Lun

ไช่หลุน ผู้คิดค้นกระดาษสมัยใหม่ Cai Lun

ไช่หลุน ผู้คิดค้นกระดาษสมัยใหม่ Cai Lun

 - ไช่หลุนเกิดราวๆปี ค.ศ. 50-62 จนถึงปี 121 บุคคลสำคัญของจีน

 - เป็นขันทีจีนในราชวงค์ฮั่นตะวันออก

 - เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ประดิษฐ์กระดาษและผุ้คิดค้นกระบวนการผลิตกระดาษสมัยใหม่

 - กระดาษในยุคแรกๆนั้นเริ่มต้นที่ คตศวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล 

 - เขาได้เพิ่มวัสดุใหม่เข้าไป เช่น เพิ่มเยื่อกระดาษจากเปลือกไม้ เส้นใยต่างๆลงไปในการผลิตกระดาษ

 - เขาเกิดที่เทศมลฑลกุ้ยหยาง ปัจจุบันคือ เหล่ยหยาง เข้ามาเป็นขันทีในราชสำนัก ช่วงปีค.ศ. 75

 - เขาทำงานรับใช้ในสมัยฮั่นหมิงตี้ และเป็นผู้ส่งสาส์นของ จักรพรรดิฮั่นจาง 

 - เขาได้รับตำแหน่ง ช่างฟางหลิง Shangfang ling รับหน้าที่ผลิตอาวุธ และเครื่องมือเครื่องใช้ในโรงงาน

    ในพระราชวัง

 - จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเขาอยู่ถูกข้าง ทำให้เขาขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของขันที 

    เป็นหัวหน้าขันทีของราชวัง


 - ในปี ค.ศ. 105 ไช่หลุน ประกาศต่อสาธารณชนว่าเขาได้คิดค้นองค์ประกอบใหม่สำหรับกระดาษ

    ด้วยกระบวนการผลิตกระดาษแบบใหม่ 


หลังจากในประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีนนั้นใช้ไม้ไผ่และแผ่นไม้ (ไม้สำหรับข้อความสั้น และ

ไม้ไผ่สำหรับข้อความยาว) มาโดยตลอด รวมถึงผ้าไหมและผ้าในยุคหลัง แต่มันมีราคาแพงเกินไป 

เยื่อกระดาษของ ไช่หลุนได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด


 - เขายังคงใช้ไม้ไผ่ แต่ยังนำเศษป่าน เศษผ้าเก่า ตาข่าย และที่สำคัญที่สุดคือ เปลือกไม้ (น่าจะเป็น

    ต้นหม่อน) นำมาต้มจนเปื่อย เป็นเยื่อกระดาษซึ่งตีด้วยค้อนไม้หรือหินก่อนที่จะผสมกับน้ำปริมาณมาก

    จากนั้นจึงนำส่วนผสมที่ได้นั้นมาแปรรูปด้วยตะแกรงไม้ และไล่น้ำส่วนเกินออก ปล่อยให้กระดาษแห้ง

    เมื่อเสร็จแล้ว


 - กระดาษที่เกิดจากวิธีนี้มักถูกเรียกว่า "กระดาษ ไช่ โฮ" (蔡侯纸) "Cai Hou paper"


 - ในสมัยโบราณงานเขียนและจารึกโดยทั่วไปจะทำบนแผ่นไม้ไผ่หรือบนผืนผ้าไหมที่เรียกว่า จี้ แต่ผ้าไหม

    มีราคาแพงและไม้ไผ่มีน้ำหนักมาก ไม่สะดวกที่จะใช้ จากนั้น ไช่หลุน ได้ริเริ่มแนวคิดในการทำกระดาษ

    จากเปลือกไม้ ป่าน เศษผ้าเก่า และอวนจับปลา เขาเสนอกระบวนท่าต่อจักรพรรดิในปีแรกของหยวนซิง

    (สมเด็จพระจักรพรรดิเหอแห่งราชวงศ์ฮั่น หรือ ฮั่นเหอตี้) ในรัชสมัยนี้กระดาษแผ่นแรกของโลกก็ถือ

    กำเนิดขึ้น


 - ไช่หลุนได้รับการยกย่องในความสามารถของเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระดาษได้ถูกใช้ในทุกหนทุกแห่ง

 และเรียกกันทั่วไปว่า "กระดาษท่านไช่" ถือเป็นบุคคลสำคัญในช่วงนั้นเป็นอย่างมาก ถือเป็นอีก 1 บุคคล

เด่นของจีนอีกคน นอกจาก กิมย้ง หรือ โจวโหยวกวง ที่คิดค้นอักษรพินอิน หรือถ้าไม่มีไช่หลุน 2 คนนั้น

อาจต้องเขียนนิยายลงบนผ้าไหม หรือ คิดอักษรบนซีกไม่ไผ่ หรืออาจจะใช้กระดาษสูตรของอียิปต์ก็เป็นได้


 - กระบวนการผลิตกระดาษแบบใหม่ของ ไช่หลุน สร้างความประทับใจให้กับเขา และสร้างชื่อเสียงไปทั่ว

    อาณาจักรจีน


 - ในปี 121 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจอีกครั้ง จากครั้งก่อนที่ไช่หลุน ไปพัวพันด้วย และเขาก็ถูก

    ล้างแค้นมีการสันนิษฐานว่าเขาถูกให้ตัดสินประหารชีวิตแต่เขานั้นชิงฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ 

    เสียก่อน




วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566

จอห์น เฟลมสตีด John Flamsteed

 


จอห์น เฟลมสตีด John Flamsteed 

จอห์น เฟลมสตีด John Flamsteed 


จอห์น เฟลมสตีด John Flamsteed


จอห์น เฟลมสตีด John Flamsteed 19 สิงหาคม ค.ศ. 1646. - 31 ธันวาคม ค.ศ. 1719



จอห์น เฟลมสตีด เกิดที่ Denby, Derbyshire, อังกฤษ  



 - เป็นนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนักดาราศาสตร์หลวง คนแรก( Astronomer Royal)

 ปี  1675–1719 และดำรงตำแหน่งต่อจากเขาด้วยในปี 1720–1742



 - จอห์น เฟลมสตีด เป็นนักดาราศาสตร์ประจำราชสำนักคนแรก 



 - จอห์น เฟลมสตีด ได้ทำการรวบรวมรายชื่อดวงดาวมากกว่า 3,000 ดวง



 - เฟลมสตีดสามารถคำนวณสุริยุปราคา ค.ศ. 1666 และ 1668 ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ



 -  จอห์น เฟลมสตีด เป็นผู้บันทึกตำแหน่งดาวยูเรนัสในยุคแรกที่สุด โดยที่ตอนนั้นเขาเข้าใจผิดว่ามัน

เป็นดาวฤกษ์ และตั้งชื่อมันว่า '34 Tauri'



 - ต่อมา ผู้ค้นพบดาวยูเรนัส คือ เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล(Sir William Herschel) พบในปี พ.ศ. 2324 

(ค.ศ. 1781) หลังจาก จอห์น เฟลมสตีด เสียชีวิตไปได้ 62 ปี เพราะขาเสียชีวิตในปี 1719 

(ถ้าพี่ไม่เข้าใจผิดว่าเป็นดาวฤกษ์ คงได้เป็นคนแรกที่เจอดาวยูเรนัสไปแล้ว T_T)



 - การสังเกตการณ์ครั้งแรกสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 1690 ซึ่งจัดว่าเป็นการสังเกตการณ์ยูเรนัสครั้งแรก

ของนักดาราศาสตร์



 - ถ้านับตั้งแต่ จอห์น เฟลมสตีด ค้นพบครั้งแรกแต่เข้าใจผิด ในปี 1690 และ  เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล

มาค้นพบตอนปี 1781 จากตอนนั้นถึงตอนที่  เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล พบก็ประมาณ 91 ปี



 - จอห์น เฟลมสตีด เสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม 1719  ที่ Burstow, Surrey, อังกฤษ ตอนอายุ 73 ปี


จอห์น เฟลมสตีด John Flamsteed 

ผู้บันทึกตำแหน่งดาวยูเรนัสในยุคแรก




วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566

ฮิปโปเครตีส Hippocrates บิดาแห่งวิชาการแพทย์

 


ฮิปโปเครตีส Hippocrates บิดาแห่งวิชาการแพทย์ 

ฮิปโปเครตีส  บิดาแห่งวิชาการแพทย์ 



ฮิปโปเครตีส  Hippocrates ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวงการแพทย์ปัจจุบัน เป็นผู้บุกเบิกวงการแพทย์

ที่แท้จริงและถูกยกย่องให้เป็น บิดาแห่งวิชาการแพทย์ (Father of the Medicine)

ฮิปโปคราตีสได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในวงการแพทย์รุ่นโบราณ ว่าเป็นผู้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยว

กับวิชาการแพทย์ไว้มากมายเป็นประโยชน์ต่อวงการแพ้ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก 


ฮิปโปเครตีส Hippocrates บิดาแห่งวิชาการแพทย์


 - ฮิปโปเครตีส เกิดในช่วง 460 ก่อนคริสต์ศักราช ที่เกาะโคส (Cose) ประเทศกรีซ (Greece)



 - ฮิปโปเครตีส เป็นผู้ก่อตั้งวิชาการแพทย์และเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น 



 - ฮิปโปเครตีส เป็นผู้เปลี่ยนความทัศนคติ ความเชื่อของคนโบราณว่า ความเจ็บป่วยนั้นเกิดจาก

ทวยเทพดลบัลดาลให้เกิดขึ้นมา จะเป็นเพื่อการลงโทษหรือชดใช้ก็แล้วแต่ซึ่งเขาได้อธิบายว่าอาการ

เจ็บป่วยต่างๆนั้นมาจากความผิดปกติและบกพร่องของร่างกาย มิใช่จากเทพเจ้า จากการกิน การอยู่ 

เชื้อโรคต่างๆ ที่คนๆนั้นได้รับมาเขาจึงหาวิธีรักษาโรคต่างๆจากผู้ป่วยของเขานั่นเอง จึงนับว่า 

ฮิปโปเครตีส เป็นบิดาแห่งวงการแพทย์ปัจจุบัน 



 - การทำงานของ ฮิปโปเครตีส นั้นเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งความสะอาดของการรักษา 

อาหารสำหรับผู้ป่วย มีการจดบันทึกประวัติส่วนตัว สาเหตุของโรค และวิธีการรักษาอย่างละเอียด



 - ฮิปโปเครตีส ได้เปิดโรงเรียนสอนวิชาการแพทย์ที่เกาะโคส และเขียนตำราแพทย์ไว้มากมายที่

เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ วิธีการใช้ยา วิธีการรักษาบาดแผล กระดูกหัก และวิธีการผ่าตัด 

หรือแม้แต่แผลอบุติเหตุที่หนักๆเขาก็สามารถรักษาได้



 - จึงถือว่า ฮิปโปเครตีส เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในทางการแพทย์แบบปัจจุบัน เขาถูกยกให้เป็น

ผู้ให้กำเนิดวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน "บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก"



 - นับว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกวิชาแพทย์ที่มีแบบแผน มีขั้นตอนและมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ ทำให้เกิด

ทัศนคติใหม่ๆในการรักษาโรค จนพัฒนามาถึงอย่างในปัจจุบัน



 - คำสัตย์สาบานฮิปพอคราทีส (Hippocrates oath) โดยหลักแล้วกล่าวคือ



1. เน้นประโยชน์ของผู้ป่วยสูงสุด (beneficence)



2. สิ่งที่จะทำต้องเน้นระวังไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายใดๆ เพิ่มมากขึ้น (Non-maleficence)



3. ผู้ป่วยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะรู้สาเหตุและอาการป่วยของตัวผู้ป่วยเองและเลือกวิธีรักษาตามความ

เหมาะสม (Autonomy)



4. การรักษาต้องอาศัยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไปตามสมมุติฐานโรคของผู้ป่วยแต่ละคนอย่างแท้จริง (Justice)



5. ทั้งผู้รักษาหรือผู้ดูแลพยาบาลและคนไข้ต่างมีเกียรติและสมควรได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างมีเกียรติ (dignity)



6. แพทย์และพยาบาลต้องไม่ปิดอาการป่วยต่อผู้ป่วย และควรให้ผู้ป่วยรับรู้ความหนักเบาของ

อาการป่วยตามความจริง แต่ทั้งนี้ต้องดูความเหมาะสมอย่างอื่นประกอบ เช่น สภาพจิตผู้ป่วยด้วย

 (Truthfulness and Honesty)



 - ฮิปโปเครตีส เสียชีวิต 347 ก่อนคริสต์ศักราช ที่ลาริซซา (Larissa) ปัจจุบันคือ ประเทศกรีซ (Greece)




วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566

พีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์และสูตรคูณ (Pythagoras)

 


พีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์และสูตรคุณ (Pythagoras)

พีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์และสูตรคุณ (Pythagoras)



 - เกิด 582 ก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซในปัจจุบัน Greece 


พีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์และสูตรคูณ (Pythagoras)



 - เมื่ออายุได้ 16 ปี  พีทาโกรัสได้เดินทางไปศึกษาวิชากับเทลีส (Thales) นักปราชญ์เอกคนแรกของโลก



 - จบการศึกษากับเทลีส เนื่องจากเทลีส สอนทุกสิ่งที่เขารู้ให้แก่พีทาโกรัสจนหมดสิ้นแล้ว



 - ปี 529 ก่อนคริสต์ศักราช พีทาโกรัสจึงออกเดินทางไปทั่วตามเมืองต่าง ๆ เช่น อาระเบีย เปอร์เซีย 

อินเดีย และอียิปต์ตามลำดับ 



 -หลังจากที่กลับไปบ้านเกิดแล้วรู้ว่าที่บ้านเขาตกอยู่ในอำนาจของโพลีเครตีส (Polycrates) และอีก

ส่วนหนึ่งได้ตกเป็นของเปอร์เซีย เพื่อที่จะหลีกหนีจากรัฐบาลทรราชของโพลีเครติส เขาไปอยู่ที่เมือง

โครตอน (Croton) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี



 - ที่เมืองโครตอนนี้เอง พีทาโกรัสได้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือ โดยเน้นไปที่วิชา คณิตศาสตร์และ

 ดาราศาสตร์



 - พีทาโกรัสแบ่งคณิตศาสตร์ออกเป็น 2 แบบ คือ 



         1. เลขคณิต ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข



         2. เรขาคณิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปทรงต่าง ๆ เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม สามเหลี่ยม และหกเหลี่ยม เป็นต้น 



 - โรงเรียนของเขาได้รับความสนใจตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาไปจนถึง เหล่าขุนนางแม้กระทั้งลูกหลานกษัตริย์

 ผู้ที่จบจากโรงเรียนของเขาไปไปตั้งชุมชน ที่มีชื่อว่า"ชุมนุมพีทาโกเรียน (Pythagorean)" ซึ่งผู้ที่จะสมัคร

เข้าชุมนุมปีทาโอกเรียนจะต้องมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี อีกทั้งจะไม่เผยแพร่ความรู้ด้าน

คณิตศาสตร์ให้กับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของชุมนุมอีกด้วย



 - เขาได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับโลกกลมและหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซ้ำยังหมายถึงดวงจันทร์

 ดาวเคราะห์ต่างๆ ก็หมุนรอบตัวเอง เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกเลยที่ตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นมา ซึ่งต่อมาให้หลัง

นับพันปีก็มีนักวิทยาศาสสตร์ ดาราศาสตร์รุ่นหลังอย่าง โคเปอร์นิคัส และกาลิเลโอ นำทฤษฎีนี้ไปพิสูจน์

และได้การตอบรับมาว่าเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง



 - สมบัติของแสง และการมองวัตถุ พีทาโกรัสได้ข้อสรุปเรื่องแสงอีกว่า มนุษย์ไม่สามารถมองแสงได้

เพราะแสงเป็นเพียงอนุภาคเล็กๆ แต่แสงสว่างช่วยให้มนุษย์มองเห็นวัตถุได้



 - สมบัติของเสียง เรื่องเสียง พีทาโกรัส ก็ได้ค้นพบเรื่องเสียงเขาสรุปได้ว่าเสียงนั้นเกิดจากการสั่น

สะเทือนของวัตถุ 



 - พีทาโกรัสเสียชีวิตเมื่อประมาณ 507 ก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองเมตาปอนตัม (Metapontum)


นับว่าพีทาโกรัสเป็นบุคคลสำคัญของโลกเลยทีเดียวทั้งเรื่องคณิตศาสตร์ ที่เราใช้กันในทุกวันนี้ ซึ่งวิชานี้

มีประโยชน์อย่างมากในทางสถาปัตยกรรม ที่สร้างอาคารบ้านเรือนของเรานี่แหละหรือจะเป็นการคิดค้น

สูตรคูณ ทฤษฎีบทในเรขาคณิต ทฤษฎีบทเรขาคณิตที่ว่า "ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากใด ๆ กำลังสองของ

ความยาวของด้านตรงข้ามมุมฉาก เท่ากับผลบวกของกำลังสองของความยาวของด้านประกอบมุมฉาก

" นับว่าเป็นผู้มีความรู้และมีคุณค่าต่อโลกของเรามากอีกคนนึงเลยทีเดียวทฤษฎีด้านคณิตศาสตร์ 

ของเขาได้นำมาพิสูจน์และพบว่าถูกต้องน่าเชื่อถือและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ 




วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566

นอสตราดามุส ( Nostradamus)

 


นอสตราดามุส ( Nostradamus)

นอสตราดามุส ( Nostradamus)


นอสตราดามุส (นอสตราเดมัส) หรือชื่อจริงๆคือ  มีแช็ล เดอ โนสทร์ดาม ( Michel de Nostredame ) 

ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิว 

นอสตราดามุส ( Nostradamus)


นอสตราดามุส เกิดเมื่อวันที่ 14 หรือ 21 ธันวาคม 1503 แซ็ง-เรมี-เดอ-พรอว็องส์ พรอว็องส์ 

(Saint-Remy-de-Provence) ราชอาณาจักรฝรั่งเศส


นอสตราดามุส เป็นเภสัช และนักพยากรณ์ชื่อดังที่ทำนายทายทักเรื่องราวต่างๆ ผลงานที่ทำให้เขา

ได้เป็นหมอดูหรือบุคคลสำคัญโด่งดังคือ เลพรอเฟตี (Les Propheties) ที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1555 

ซึ่งได้ทำนายเหตุการณ์ไว้หลายอย่าง เป็นการทำนายเหตุการณ์โลกได้ตรงบ้างไม่ตรงบ้างและ

ทำนายก่อนหน้าเหตุการณ์จะเกิดนานมากๆ คำทำนายของเขาต้องยอมรับว่าส่วนนึงมาจากการที่เขา

ทำเป็นโคลงของเขา ทำให้นักตีความรุ่นหลังๆมักตีความพลาดหรือตั้งใจบิดเบือนเพื่อให้คำทำนาย

หลายๆอย่างของเขาถูกต้องและน่าเชื่อถือโดยใช้การพลิกแพลง เปรียบเทียบ และถ้อยคำที่ปรุงแต่ง

 เหตุการณ์ที่เขาทำนายมีส่วนที่ตรงอยู่และไม่ตรง แต่มันพูดยากเพราะการลำดับเหตุการณ์มันยากที่

จะเข้าใจ



นอสตราดามุส มีความสนใจทางด้านโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ (เขาเป็นหนึ่งในหลายๆคนที่เชื่อ

ใน “ทฤษฎีโคเปอร์นิคัส” ของ นิโคลาส โคเปอร์นิคัส ) นอสตราดามุส สนใจเรื่องหลักการทำนายอนาคต 

เขามักค้นคว้าเรื่องวิชาปรัชญา, ไวยากรณ์ และศิลปการพูด รวมถึงไสยศาสตร์เรื่องลี้ลับอยู่เสมอ

เขาศึกษาวิชาการแพทย์ และได้จบวิชาการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์ พร้อมด้วยใบประกอบ

โรคศิลปทางแพทย์ ต่อมา นอสตราดามุส เข้าศึกษาต่อทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์  

(ในตอนนั้นเขามีชื่อเสียงมากอยู่แล้วในวงการแพทย์)*บุคคลที่ถือว่าเป็นบิดาทางการแพทย์ยุคแรก

คือ ฮิปโปเครตีส* วันนัดสอบ(เหมือนสอบสัมภาษณ์ปากเปล่า) ทางอาจารย์นัดเขามามีคนมามุงดูเขา

โต้วาทีกับอาจารย์ได้อย่างฉะฉานเต็มไปด้วยความรู้และประสบการณ์ เป็นที่น่าดูยิ่งนักสำหรับผู้ที่สนใจ

ด้านการแพทย์ เขาโต้วาทีกับคณะอาจารย์ผู้สัมภาษณ์จนไม่มีใครสู้เขาได้ เพราะเขาเปี่ยมไปด้วยความรู้

ทางการแพทย์อย่างจริงจังและมีประสบการณ์ล้นเหลือทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นศาสตราจารย์ของ

คณะแพทย์ศาสตร์มองต์เปลีเยร์ ต่อมาเมื่อขเารู้สึกเบื่อหน่ายกับการสอนและวิชาเดิมเขาเลยได้ไปอยู่ที่

เมืองตูลูสใช้ชีวิตโดยการรักษาคนไปทั่วเมืองและไปอยู่อาฌ็อง  คบหาเพื่อนฝูงมากมาย มีภรรยาและ

ลูกพร้อมหน้าเรียกว่าสมบูรณ์แบบในชีวิตเลยทีเดียว แต่มันก็เหมือนแค่ความฝัน ต่อมาไม่นาน ภรรยา

และลูกเขาก็ติดโรคระบาดภรรยาและลูกทั้งสองของนอสตราดามุสตายด้วยโรคร้ายนั้นในที่สุด

เมื่อเขาไม่สามารถรักษาภรรยาและลูกตัวเองทั้งๆที่พยายามอย่างสุดความสามารถได้ คนในเมืองอาฌ็อง

 เลยไม่เชื่อถือเขาให้รักษาอีกต่อไป  เขาจึงตัดสินใจออกจากฝรั่งเศสเข้าไปในอิตาลี