หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565

วาสโก ดา กาม่า Vasco da Gama ( ผู้เดินทางสู่อินเดีย)

 


วาสโก ดา กาม่า Vasco da Gama ( ผู้เดินทางสู่อินเดีย)

วาสโก ดา กาม่า Vasco da Gama ( ผู้เดินทางสู่อินเดีย)


วาสโก ดา กาม่า Vasco da Gama / วัชกู ดา กามา เป็นนักเดินเรือสำรวจชาวโปรตุเกส  เกิดที่เมืองซีนึช

 แคว้นอาเลงเตฌู ประเทศโปรตุเกส

บุคคลสำคัญที่ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการค้บพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดียโดยเริ่มจาก 

กรุงลิสบอน เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส ที่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของประเทศ 

ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของคาบสมุทรไอบีเรียไปจนถึง ชายฝั่งมะละบาร์ ตะวันตกเฉียงใต้

ของอินเดีย เป็นแนวชายฝั่งทะเลยาวและแคบทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย บริเวณที่ราบ

รัฐเกรละและรัฐกรณาฏกะ ระหว่างเทือกเขาฆาฏตะวันตก กับทะเลอาหรับ โดยแล่นเรืออ้อมผ่านแหลม

กู๊ดโฮป ทางตอนใต้ของแอฟริกาซึ่งบาร์ตูลูเมว ดีอัช (Bartolomeu Dias) เป็นผู้ค้นพบเมื่อ 1524 

ถ้าจะกล่าวว่ามีนักสำรวจ ที่ยิ่งใหญ่อย่าง โคลัมบัส วาสโก ดา กาม่า ก็ถือเป็นนักสำรวจที่ไม่ยิ่งหย่อน

ไปกว่ากันที่สามารถเปิดเส้นทางทำให้ เอเชีย อินเดียติดต่อกับ ยุโรปได้ง่ายขึ้น


วาสโก ดา กาม่า Vasco da Gama ( ผู้เดินทางสู่อินเดีย)


1. วาสโก ดา กาม่า เกิดปี. 1460, Sines, โปรตุเกส


2. วาสโก ดา กาม่า เป็นบุตรชายคนที่สามของ Estêvão da Gama ขุนนางประจำจังหวัดรองซึ่งเป็น

ผู้บัญชาการป้อมปราการ Sines ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโปรตุเกส


3. ในปี ค.ศ. 1492 พระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งโปรตุเกสส่ง วาสโก ดา กาม่า ยึดเรือฝรั่งเศสเพื่อตอบโต้

การปราบปรามเรือเดินสมุทรของโปรตุเกสซึ่งเป็นงานที่ วาสโก ดา กาม่า มาอย่างรวดเร็วและ

มีประสิทธิภาพ


4. ในปี ค.ศ. 1495 กษัตริย์มานูเอลเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์ พระองค์ได้ให้ ดา กาม่า เข้ามาใช้งานชุปเลี้ยง

และต้องการที่จะส่งกองเรือไปยังอินเดีย เพื่อเปิดเส้นทางการค้าไปยังเอเชีย และเพื่อล้อมชาวมุสลิม

อาหรับที่ก่อนนี้เคยชอบผูกขาดการค้ากับอินเดียและรัฐทางตะวันออกอื่นๆ


5. วาสโก ดา กาม่า ได้รับการหน้าที่นี้ ด้วยการเป็นผู้นำการสำรวจแม้เขาจะยังไม่มีประสบการณ์

มากมายนักก็ตาม


6. วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1497 ด้วยกองเรือสี่ลำ พาหนะบกมากมายรวมถึงล่ามที่พูดอาหรับได้อีก 2 คน

 และพูดภาษาบันตูได้หลายภาษาอีก1 ภาษาบันตูคือ ภาษาของลุ่มชาติพันธุ์ ที่แตกต่างกันประมาณ 

400 กลุ่มซึ่งพูดภาษาบันตู มีถิ่นกำเนิดใน 24 ประเทศ(ของปัจจุบัน)แผ่กระจายไปทั่วพื้นที่กว้างใหญ่

ตั้งแต่แอฟริกากลางไปจนถึงแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาตอนใต้


7. วาสโก ดา กาม่า เดินทางผ่านหลายที่ทั้ง หมู่เกาะคะเนรี (กานาเรียส) เซาติอาโก (ซันติอาโก) 

ในหมู่เกาะเคปเวิร์ด อ่าวกินี พยายามจะอ้อมแหลมกู๊ดโฮป กองเรือไปถึงอ่าวซานตาเฮเลนา 

(ในแอฟริกาใต้ในปัจจุบัน) แต่ด้วยลมไม่อำนวยทำให้เดินทางได้ล่าช้า ต่อมาจึงได้มาทอดสมออยู่ที่

อ่าวมอสเซล และมาต่อที่โมซัมบิก เขาพักอยู่ 1 เดือนเพื่อซ่อมเรือ ลูกเรือที่มาด้วยก็มีอาการป่วย

เนื่องจากเลือดออกตามไรฟัน


8. เดินทางไปถึงมอมบาซา (ปัจจุบันอยู่ในเคนยา) โดยการนำทางของชาวคุชราฏ (เป็นรัฐบนชายฝั่ง

ตะวันตกของประเทศอินเดีย) ทำให้เขา ข้ามมหาสมุทรอินเดียมา23 วัน ได้เจอกับเทือกเขาฆาฏ

ของอินเดีย และโคชิโคด หรือ กาลิกัต เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ในรัฐเกรละของประเทศอินเดีย 


9. หลังจากได้เข้ามาที่อินเดียเขาได้สร้าง  padrão คือเป็นเสาหินที่นักสำรวจทางทะเลชาวโปรตุเกสทิ้งไว้

ในศตวรรษที่ 15 - 16 เพื่อบันทึกแผ่นดินใหญ่ที่สำคัญ เหมือนหลักที่ว่า ชาวโปรตุเกสได้มาสร้างหลักฐาน

ไว้ว่าเคยมาที่นี่แล้ว มักจะถูกวางไว้บนแหลมและแหลมหรือที่ปากแม่น้ำสายสำคัญ เครื่องหมายในช่วงต้น

เป็นเสาไม้หรือไม้กางเขนที่เรียบง่าย ซึ่ง วาสโก ดา กาม่า ได้สร้างไว้ระหว่างทางมาอินเดีย และที่อินเดีย

 เพื่อพิสูจน์ว่าเขามาถึงอินเดียแล้ว


10. โดยมี Zamorin ผู้ปกครองของอาณาจักรชาวฮินดูนั้นถูกปัดทิ้งเพราะว่า สิ่งที่ ดา กาม่า นำมาเป็น

ของขวัญนั้นไม่มีค่าพอที่นี่ มันอาจจะดูดีใน แอฟริกาตะวันตกแต่แทบไม่เป็นที่ต้องการในอินเดีย 

ชาวโปรตุเกสเข้าใจผิดคิดว่าชาวฮินดูเป็นคริสเตียน อีกมีเรื่องศาสนาเข้ามาโยงกันเข้าไปด้วยทำให้

การตกลงนธิสัญญา นั้นล้มเหลวที่อินเดีย


11. พอมีปัญหามีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นเขาเลยออกเดินทางต่อ โดยนำชาวฮินดูไปด้วย 6 คนเพื่อ

ให้กษัตริย์ของเขาได้ศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติของชาวฮินดูเพื่อให้เข้าใจสภาพที่เกิดขึ้นและรับมือต่อ

ในภายหลัง แต่เขานั้นได้เดินทางในช่วงที่แย่ที่สุดคือช่วงมรสุม ทำให้เขาต้องแล่นเรือฝ่าลมมรสุม 

จนเขาไปถึง Anjidiv เป็นเกาะอินเดียในทะเลอาหรับ ใกล้รัฐกัว  ก่อนแล่นเรือไปยังมาลินดีงอยู่บน

ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียของเคนยา


12. หลังจากอยู่ในทะเลอาหรับมานานกว่า 3 เดือน ลูกเรือหลายคนเสียชีวิตด้วยโรคเลือดออกตามไรฟัน 


13. หลังจากผ่านหลายแห่ง พายุซัดหลายทีเขาก็ได้เดินทางกลับมาถึงลิสบอน เป็นผลสำเร็จ ลูกเรือ

จากขาไปนั้นมีราวๆ 170 เหลือกลับมาคงเหลือราว 50 กว่าคน


14. พระเจ้ามานูเอลที่ 1 มอบตำแหน่ง Dom (เป็นคำนำหน้าที่ให้เกียรติสงวนไว้สำหรับพระสงฆ์และ

ขุนนางคาทอลิก) ให้ดา กาม่า เงินบำนาญประจำปี 1,000 ครูซาโด cruzados(ครูซาโด คือสกุลเงิน)

 และที่ดิน


15. การเดินทางครั้งนี้ได้เปิดเส้นทางน้ำทั้งหมด จากยุโรปสู่เอเชีย


16. การเดินทางครั้งที่สองของ ดา กาม่า พระเจ้ามานูเอลที่ 1  ได้ส่งเปโดร อัลวาเรส กาบราล 

(ได้รับการยกย่องเป็นชาวยุโรปผู้ค้นพบบราซิล) นักเดินเรือชาวโปรตุเกสไปยังเมืองกาลิกัต


17. โจมตีเรืออาหรับมุสลิมที่เขาพบระหว่างทาง บังคับเจ้าผู้ครองแคว้นกาลิกัต ให้ยอมแพ้ ยอมจำนน


18. ระหว่างเดินทางกลับตามแนวชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกได้ตั้งด่านการค้าขายของโปรตุเกสขึ้น

ในประเทศโมซัมบิกในปัจจุบัน


19. เขาเดินทางไปอินเดียถึง 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 นี้ เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นอุปราชชาวโปรตุเกส

ในอินเดีย กัปตันผู้ยิ่งใหญ่แห่งทะเลอินเดีย ผู้บัญชาการกองเรือลาดตระเวนของมหาสมุทรอินเดีย


20. ดา กาม่าได้รับคำมั่นสัญญาจากพระเจ้าจอห์นที่ 3 แห่งโปรตุเกสที่จะแต่งตั้งบุตรชายทั้งหมดของเขา

เป็นกัปตันชาวโปรตุเกสของมะละกาตามลำดับ


21. การเดินทางครั้งสุดท้ายของ  ดา กาม่า พร้อมด้วยบุตรชายสองคนของเขา Estêvão และ Paulo 

จนมาถึงอินเดีย เขาก็ได้จัดการออกคำสั่งใหม่ในโปรตุเกสอินเดีย แทนที่เจ้าหน้าที่เก่าทั้งหมด


22. ในปี ค.ศ. 1524 วันคริสต์มาสอีฟ วาสโก ดา กาม่า ที่ติดเชื้อมาลาเรียได้ไม่นานหลังจากที่มาถึง และ

เสียชีวิตในเมืองโคชิน หลังจากที่เขาได้รับมอบหมายตามพระราชดำรัสของราชวงศ์ มารับตำแหน่ง

ผู้ว่าการอินเดีย


23. ร่างของ วาสโก ดา กาม่า ถูกฝังครั้งแรกที่โบสถ์ St. Francis ที่ป้อมโคชิน ในเมืองโคชิน อินเดีย 

แต่ศพของเขาถูกส่งคืนไปยังโปรตุเกสในปี 1539 ร่างของ วาสโก ดา กาม่า ถูกฝังอีกครั้งใน Vidigueira 

ในโลงศพที่ประดับด้วยทองคำ และอัญมณี


24. หลุมฝังศพของ วาสโก ดา กาม่า  ในอาราม Jerónimos (เจโรนิโมส์ ) ในย่าน  Belém(เบเลม) 

ริมแม่น้ำเทกัส เมืองลิสบอน 




วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565

โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)

 


โทมัส เอดิสัน (Thomas Alva Edison)

1. เอดิสัน เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1847 ที่เมืองมิลาน รัฐโอไฮโอ เขาเป็นลูกคนที่เจ็ดและคนสุดท้าย

ที่เกิดกับ Samuel Edison Jr. และ Nancy Elliott Edison


2. อายุ 12 หูหนวก 1 ข้าง อีกข้างเกือบหนวก เพราะติดเชื้อที่หู จากโรคไข้อีดำอีแดง 


3. อายุ13 มาเป็นเด็กส่งของ อาหาร หนังสือพิมพ์ ในทางรถไฟระกว่างเมืองดีทรอยด์ กับ พอร์ตูรอน 

ในรัฐมิชิแกน

โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)


4. ปี 1870 - 1875 เอดิสันทำงานที่ เมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ

โทรเลขให้บริษัทเวสเทิร์น ยูเนี่ยน เทเลกราฟ และคู่แข่งของบริษัท


5. 1875 เอดิสันเปิดร้านและห้องทดลองค้นคว้า ซึ่งเป็นร้านเครื่องจักร โดยความช่วยเหลือจากพ่อของเขา

 ส่วนแม่ของเขานั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1871 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่เขาแต่งงานกับ แมรี่ สติลเวลล์วัย 16 ปี


6. ร้านค้าและโรงงานประดิษฐ์ของเขาที่ Menlo Park ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี 


7. ปี 1877 เอดิสันได้พัฒนาเครื่องส่งคาร์บอนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยปรับปรุงการได้ยินของโทรศัพท์

โดยทำให้สามารถส่งสัญญาณเสียงในระดับที่สูงขึ้นและมีความชัดเจนมากขึ้น


8. ปี 1877 เช่นกันจากการทำงานเกี่ยวกับ โทรเลข และ โทรศัพท์ ทำให้เขาคิดทำแผ่นเสียงได้สำเร็จ 

และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แม้ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสามารถทำขายในเชิงพานริชย์ได้


9. ปี 1878 โทมัส อัลวา เอดิสัน ต้องการที่จะผลิตหลอดไฟที่ราคาถูกลงและไม่เป็นอันตราย(ปลอดภัย

กว่าเดิม ) เพื่อใช้ทดแทนหลอดแก๊ส ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวง แต่ด้วยการสนับสนุน

ทางการเงินจาก คนรวยคนดัง เช่น J.P. Morgan และ Vanderbilt Edison ทำให้เขาก่อตั้ง Edison Electric

 Light Company และเริ่มทำการวิจัยและพัฒนา


10. ปี 1879 เขาก็สามารถคิดค้นผลิตหลอดไฟที่มีอายุการใช้งานยาวนานและราคาไม่แพงขึ้นได้


11. ปี 1881 เขาได้ก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าแสงสว่างในนวร์ก


12. หลอดไฟของเขาอาจจะมีปัญหาในยุคแรกๆอยู่บ้างแต่ก็ถูกยกย่องเป็นอย่างดี อย่างเช่นที่ 

Paris Lighting Exhibition (นิทรรศการไฟฟ้าครั้งแรกในกรุงปารีส) ในปี 1881และ Crystal Palace

 (นิทรรศการไฟฟ้าคริสตัล พาเลซ) ในลอนดอนในปี 1882 ซึ่งมี ระดับบริษัทและผู้ผลิตมากมายไปแสดง


13. เขามีคู่แข่งสำคัญ อย่าง George Westinghouse จอร์จ เวสติงเฮาส์ ได้พัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 

มาจากงานวิจัยของ นิโคล่า เทสล่า แข่งกับ เอดิสันที่นำเสนอระบบไฟฟ้ากระแสตรง


14. แมรี่ภรรยาของเอดิสันเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม 1884 และ ในปี 1886 เขาได้แต่งงานกับมิร์นา มิลเลอร์

อีกครั้ง พวกเขาจะมีลูกสามคนด้วยกัน


15. เขาได้ร่วมกับ วิลเลียม เคนเนดี้ ดิ๊กสัน ประสบความสำเร็จในการสร้างกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว

ที่ใช้งานได้ Kinetoscope คิเนโตสโคป  เป็นเครื่องฉายภาพเคลื่อนไหว 


16. เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่เก็บอัลคาไลน์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของพวกแผ่นเสียง (หีบเสียง)


17. ปี 1912 ผู้ผลิตรถยนต์ Henry Ford ได้ขอให้ Edison ออกแบบแบตเตอรี่สำหรับระบบสตาร์ทอัตโนมัติ

 ของ รถFord Model T เป็นชื่อรถยนต์ในยุคบุกเบิก  ออกแบบโดย เฮนรี่ ฟอร์ด, ชิลด์ ฮารอลด์ วิลส์ 


18. เขาเสียชีวิตในปี 1931  West Orange, นิวเจอร์ซีย์, อเมริกา แต่งงาน 2 ครั้ง มีบุตร 6 คน 


19. เอดิสัน เป็นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจที่เก่งกาจ


20. มีได้รับสิทธิบัตรจำนวน 1,093 ฉบับ ที่เขานั้นทั้งเป็นเจ้าของเองโดยไม่มีข้อโต้แย้ง และ ต่อสู้ทาง

กฎหมายมาด้วย


21. เป็นผู้อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังนวัตกรรมต่างๆ เช่น แผ่นเสียง หลอดไส้ แบตเตอรี่อัลคาไลน์ และ

กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวรุ่นแรก


22. เขายังได้สร้างห้องปฏิบัติการวิจัยอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก


23. เอดิสันเป็นที่รู้จักในนาม "พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ค


24. ทั่วโลกนับถือและให้เขาเป็นหนึ่งในสุดยอดนักประดิษฐ์ ผู้มีความสำคัญ เป็นบุคคลสำคัญของโลก 

ทั้งในอดีต จนมาถึงปัจจุบันอีกด้วย


25. โทมันอัลวา เอดิสัน มี สิทธิบัตร 389 ฉบับสำหรับไฟและพลังงานไฟฟ้า


26. โทมันอัลวา เอดิสัน มี สิทธิบัตร 195 ฉบับสำหรับแผ่นเสียง


27. โทมันอัลวา เอดิสัน มี สิทธิบัตร 150 สำหรับโทรเลข


28. โทมันอัลวา เอดิสัน มี สิทธิบัตร 141 สำหรับแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้


29. โทมันอัลวา เอดิสัน มี สิทธิบัตร 34 สำหรับโทรศัพท์ 


30. ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ ภายใต้ชื่อ Edison Trust


31. ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก Union College


32. รางวัลนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยมตลอดกาล ซึ่งคนดังอีกคนที่ได้ ในรุ่นหลังคือ สตีฟ จ็อบส์


33. เหรียญ Edward Longstreth Medal


34. เหรียญเกียรติยศกองทัพเรือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทางทหารของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและ

นาวิกโยธินสหรัฐ / Navy Distinguished Service Medal


35. รางวัล Technical Grammy Award เนื่องด้วย ผู้ประดิษฐ์แผ่นเสียง เทคโนโลยีภาพยนต์ยุคแรก และ

หลอดไส้


36. เหรียญทองของรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกา (Congressional Gold Medal)


37. The Grammy Trustees Award ปี 1977 ให้กับบุคคลที่มีส่วนสำคัญในด้านดนตรี นอกเหนือ

จากการแสดง


38. Albert Medal เหรียญอัลเบิร์ตของสมาคมศิลปศาสตร์  ให้แก่ผู้ที่โดดเด่นในการส่งเสริมศิลปะ

ผู้ผลิตและการค้า


39. Matteucci Medal เป็นรางวัลที่ตั้งตาม คาร์โล มัตเตอุชชี่ (Carlo Matteucci) นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี 


40. Franklin Medal เหรียญรางวัลแฟรงคลินเป็นรางวัลวิทยาศาสตร์ โดยสถาบันแฟรงคลิน


41. Rumford Prize เป็นหนึ่งในรางวัลวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา  มอบให้ เอดิสัน

สำหรับงานไฟฟ้าแสงสว่าง


42. John Scott Legacy Medal and Premium รางวัลจอห์น สก็อตต์  


43. John Fritz Medal เหรียญ John Fritz   โดย American Association of Engineering Societies

 สำหรับ "ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์หรือทางอุตสาหกรรมที่โดดเด่น" 


จอห์น ฟริตซ์  ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีเหล็กและเหล็กกล้าของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 

"บิดาแห่งอุตสาหกรรมเหล็กในสหรัฐฯ"